เที่ยวปารากวัย กับ 10 สถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยที่สุด

เที่ยวปารากวัย เป็นอีกหนึ่งประเทศที่น่าสนใจเพราะด้วยชายหาดที่สวยงามเหมือนภาพในความฝัน น้ำตกอันน่าทึ่ง ความหลากหลายของพืชและสัตว์อันอุดมสมบูรณ์ และเนินทรายสีเหลืองอร่าม จึงไม่น่าแปลกใจที่ปารากวัยจะเป็นจุดหมายปลายทางของใครก็ตามที่ต้องการสัมผัสกับธรรมชาติอันวิจิตรงดงามนั่นเอง รายชื่อข้างล่างจะเป็นสถานที่ทางธรรมชาติที่ควรไปเยือนให้ได้ทั้ง 10 แห่ง ดังนี้


1.ภูเขาโคอิและชอโรริ (Koi and Chorori Hills)

เที่ยวปารากวัยภูเขาโคอิและชอโรริตั้งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของทะเลสาบยปาคาไร (Lake Ypacaraí) โดยเทือกเขาทั้งสองมีชื่อเสียงจากเสาหินทรายสวยงามที่ถือกำเนิดขึ้นมาเมื่อ 40 ล้านปีที่แล้ว ในปี 1993 ภูเขาทั้งสองได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกของประเทศเนื่องจากธรณีวิทยาที่เป็นเอกลักษณ์


2.Monday Waterfall

เที่ยวปารากวัยชาวปารากวัยสมัยโบราณมักกล่าวว่าน้ำตกเป็นจุดกำเนิดของปัญญาของมวลมนุษยชาติ และ Monday Waterfall แห่งนี้ก็แสดงออกถึงความเชื่อนี้ได้เป็นอย่างดี โดยน้ำตกที่ตั้งตระหง่านสูง 40 เมตร และกว้าง 120 เมตรแห่งนี้โพยพุงน้ำหลายล้านตันลงสู่เบื้องล่างอย่างต่อเนื่อง ใครที่หลงรักในธรรมชาติและการสัมผัสกับภาพอันน่าตื่นตื่นใจจากน้ำปริมาณมหาศาลที่พุ่งลงสู่ล่างของน้ำตกนั้นไม่ควรพลาดที่จะมาเยี่ยมเยือน Monday Waterfall แห่งนี้


3.น้ำตกนาชุนเดย์ (Ñacunday Falls)

เที่ยวปารากวัยน้ำตกนาชุนเดย์ได้ชื่อว่าเป็น “น้ำตกไนแอการาแห่งประเทศปารากวัย” เนื่องด้วยน้ำปริมาณมหาศาลที่ไหลลงสู่เบื้องล่าง น้ำตกแห่งนี้ตั้งอยู่ห่างจากแม่น้ำปารานา 900 เมตร และเป็นส่วนหนึ่งของอุทยานแห่งชาตินาชุนเดย์ (Ñacunday National Park) ผู้มาเยือนอุทยานนี้จะได้สัมผัสกับความตื่นตาตื่นใจของนากแม่น้ำขณะที่ดำน้ำเพื่อจับปลาไหลและปลาแม่น้ำอื่นๆ เป็นอาหาร


4.ถ้ำวัลเลมิ ซานลาซาโร่ (Vallemí Caverns, San Lazaro)

เที่ยวปารากวัยภายในเทือกเขาบริเวณวัลเลมิ เมืองซานลาซาโร่เป็นที่ตั้งของเขาวงกตที่เชื้อเชิญให้นักท่องเที่ยวเดินและคลานไปตามทางแคบๆ ดำดิ่งลงไปสู่ใจกลางโลกเพื่อสัมผัสกับเครือข่ายถ้ำใต้ดินอันลี้ลับอายุหลายล้านปี เครือข่ายถ้ำนี้ประกอบด้วยถ้ำแทรเซอร์โรส (Tres Cerros) คาเลร่ริสโซ่ (Calera Risso) แคมป้าโชโพ (Campa Jhopo) และเซอร์โรซานลาซาโร่ (Cerro San Lazaro)


5.ดวงตาแห่งท้องทะเล (Eye of the Sea) หรือ โอโจเดดอมาร์ (Ojo de Mar)

เที่ยวปารากวัยทะเลสาบธรรมชาติอันลึกลับที่นักธรณีวิทยาเชื่อว่าถือกำเนิดขึ้นเมื่อ 250 ล้านปีก่อนคริสตกาลนี้ ตั้งอยู่ห่างจากเมืองเบลลาวิสตา (Bella Vista) ไป 50 กม. และห่างจากเมืองเปโดรควนกาบาเยโร (Pedro Juan Caballero) ไป 120 กม. ทะเลสาบนี้เปรียบเสมือนสวรรค์บนดินเนื่องจากมีน้ำใสสะอาดสีน้ำเงินอมเขียวท่ามกลางพื้นที่โดยรอบอันเขียวชอุ่มนั่นเอง


6.เนินทรายนักบุญคอสมาสและดาเมียน (Dunes of St Cosmos and Damian)

เที่ยวปารากวัยเนินทรายนักบุญคอสมาสและดาเมียนอันน่าทึ่งแห่งนี้ตั้งอยู่ใจกลางทะเลสาบแยครีตา (Yacyretá Lake) ซึ่งเกิดจากน้ำจากแม่น้ำปารานา โดยเนินทรายดังกล่าวมีความสูงถึง 30 เมตร ใครที่ต้องการเดินเล่นบนเนินทรายเพื่อสัมผัสกับทัศนียภาพอันตระการตาของทะเลสาบรอบเกาะแห่งนี้สามารถนั่งเรือไปได้


7.อุโมงค์ต้นไม้ เขตซานตาริตา (Tree Tunnel, Santa Rita)

เที่ยวปารากวัยอุโมงค์ต้นไม้ที่ยาวถึง 400 เมตร ซึ่งเกิดจากต้นไม้สูงและดอกไม้อันสวยงามแห่งนี้ ตั้งอยู่บนถนนหมายเลข 6 ในเขตซานตาริตา จังหวัดอัลโตปารานา (Alto Paraná) ใครที่เดินและขับรถผ่านอุโมงค์แห่งนี้จะได้สัมผัสกับบรรยากาศที่ชวนให้นึกถึงอดีตและความนิ่งสงบของอุโมงค์แห่งนี้อย่างแน่นอน


8.ทะเลสาบยโพ (Lake Ypoá)

เที่ยวปารากวัยทะเลสาบยโพเป็นทะเลสาบที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โดยทะเลสาบดังกล่าวอยู่ในอุทยานแห่งชาติยโพ (Ypoá National Park) ซึ่งอยู่ห่างจากกรุงอาซุนซีออนเพียง 65 กม. ทะเลสาบดังกล่าวล้อมรอบด้วยป่าไม้อันอุดมสมบูรณ์และอยู่ติดกับจังหวัดนีมบูคู (Ñeembucú) เนื่องจากมีลิงอาศัยอยู่ทั่วไป ผู้มาเยือนจึงควรเตรียมตัวรับมือกับลิงที่อาจสร้างความรำคาญขณะท่องเที่ยวไปในป่าลึกแห่งนี้


9.Kururu Kua: ถ้ำใต้น้ำใจกลางจังหวัดอแมมเบย์

เที่ยวปารากวัยถ้ำ Kururu Kua ซึ่งซ่อนตัวอยู่ใจกลางจังหวัดอแมมเบย์นั้น ได้รับการค้นพบโดยบังเอิญในปี 2007 ถ้ำนี้พิเศษกว่าถ้ำอื่นบนโลกเพราะไม่ได้เกิดจากหินปูนแต่เกิดจากหินทรายแทน เครือข่ายอุโมงค์และถ้ำใต้น้ำที่อยู่ลึก 100 เมตร และกว้าง 300 เมตรนี้ ได้เปิดให้นักดำน้ำเข้าชมได้ตั้งแต่ปี 2004 เป็นต้นมา


10.ทะเลสาบยปาคาไร (Lake Ypacaraí)

เที่ยวปารากวัยทะเลสาบยปาคาไรอยู่ห่างจากกรุงอาซุนซีออนไปทางตะวันออกเพียง 25 กม. โดยอยู่ใกล้กับเมืองอเรกัว ซานเบอร์นาดิโน และยปาคาไร มีหลายตำนานที่เกี่ยวข้องกับชื่อของทะเลสาบแหล่งนี้ บ้างก็ว่ายปาคาไร หมายถึง ทะเลสาบลับแล บ้างก็หมายถึง หลุยส์ เดอ โบลานยอส มิชชันนารีคณะฟรันซิสกันที่เข้ามาเผยแพร่ศาสนาราว 1600 เป็นต้น